Top Banner

Click here to load reader

66

บททีี่ สรีีรวิิทยาของดอก 2_TXT.pdf · PDF file บททีี่2 สรีีรวิิทยาของดอก (Physiology of

Jul 19, 2020

ReportDownload

Documents

others

  • บทที่ บทที่ 22 สรีรวทิยาของดอกสรีรวทิยาของดอก

    ((PPhhyyssiioollooggyy ooff FFlloowweerr))

    ดอก (Flower) เปนอวัยวะเพื่อการสืบพันธุโดยอาศัยเพศของพืชที่เมล็ดมีเนื้อเย่ือ หอหุม (Angiospermae) มีกําเนิดมาจากใบที่เปลี่ยนแปลงรูปรางไปเพื่อทําหนาที่ในการถาย ละอองเกสร และเปนที่กําเนิดผลและเมล็ด ดอกอาจเกิดจากตาดอก (Flower bud) หรือจากตา รวม (Mixed bud) บริเวณที่ปลายกิ่ง (Terminal) ที่ซอกใบ (Axillary) ที่ก่ิงที่มองเห็นขอปลอง ชัดเจน (Shoot) หรือที่ก่ิงที่มีขอส้ัน ๆ ถ่ี ๆ มองเห็นปลองไมชัดเจน (Spur) หรือเกิดติดกับลําตน ลักษณะและชนิดของดอก ทําใหไดผล (Fruit) ที่แตกตางกัน ดอกไมโดยทั่วไปประกอบดวย โครงสรางภายนอก 3 สวน คือ กานดอก (Pedicel) ฐานรองดอก (Receptacle) และตัวดอก (Flower) (ภาพที ่2.1)

  • สรีรวิทยาของพืชสวนสรีรวิทยาของพืชสวน

    รศรศ..ดรดร..สังคม เตชะวงคเสถียรสังคม เตชะวงคเสถียร ภาควิชาพืชสวน คณะเภาควิชาพืชสวน คณะเกกษตรศาสตรษตรศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกนมหาวิทยาลัยขอนแกน

    โครงสรางของตัวดอก ประกอบดวยโครงสราง 4 วง (Whorl) คือ

    1. กลีบเลี้ยง (Sepals) หรือกลีบดอกชั้นนอก หรือกลีบรอง เปนองคประกอบ

    ชั้นนอกสุดของดอก มีหนาที่หลักในการหอหุมปองกันสวนประกอบชั้นในของ ดอก ลดอันตรายจากการสูญเสียน้ํา ปองกันอุณหภูมิที่รุนแรง เปนตน กลีบเลี้ยง มักมีสีเขียว หรืออาจมีสีอ่ืน ๆ คลายกลีบดอกเพื่อใชในการลอแมลง กลีบเลี้ยง ประเภทนี้ เรียกวา Petaloid sepal เชน ดอกบานเย็น ดอกสมกบ ใบตางดอก ดอนญา กลีบเลี้ยงแตละกลีบอาจแยกจากกันเปนอิสระ (Aposepalous or Polysepalous) หรืออาจเกิดเชื่อมติดกันทุกสวนหรือบางสวน (Symsepalous or Gamosepalous) หรืออาจไมมีกลีบเลี้ยง (Asepalous) ชั้นกลีบเลี้ยง เรียกวา Calyx ซึ่งอาจเชื่อมรวมกันและยกตัวเปนขอบรูปถวยหรือกระทะ เรียกวา Calyx tube วงชั้น Calyx อาจหลุดรวงไปพรอมกับสวนกลีบดอกและเกสรเพศผู (Deciduous calyx) หรือรวงไปขณะดอกบาน (Caducious calyx) หรือ รวงไป ขณะดอกตูม (Fugacious calyx) หรืออาจยังคงติดอยูกับผล (Persistent calyx) เชน มะเขือ มงัคุด เสลา

    ภาพที่ 2.1 โครงสรางของดอกสมบูรณ (Complete flower) ที่มา : ดัดแปลงจาก http://www.ent.uga.edu/bees/Pollination/Pollination.htm

  • สรีรวิทยาของพืชสวนสรีรวิทยาของพืชสวน

    รศรศ..ดรดร..สังคม เตชะวงคเสถียรสังคม เตชะวงคเสถียร ภาควิชาพืชสวน คณะเภาควิชาพืชสวน คณะเกกษตรศาสตรษตรศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกนมหาวิทยาลัยขอนแกน

    2. กลีบดอก (Petals) หรือกลีบดอกชั้นใน เปนสวนประกอบที่อยูถัดจากชั้นกลีบ

    เล้ียงเขาไป มักมีขนาดใหญกวากลีบเลี้ยงและเนื้อกลีบมักออนนุม อาจมีสีขาว หรือสีตาง ๆ กลีบดอกบางชนิดอาจมีกล่ิน เพราะมีตอมสรางน้ํามันหอมระเหย อยูที่สวนโคนกลีบดอก กลีบดอกบางชนิดอาจมีตอมน้ําหวานบริเวณโคนกลีบ ดอก โดย สี กล่ิน และน้ําหวาน มีเพื่อชวยลอแมลงใหมาเก่ียวของ เปนชองทางสู การถายละอองเกสร ดอกไมมักมีกลีบดอกหลายกลีบ ซึ่งอาจอยูแยกกันเปน อิสระเปนรูปรางตาง ๆ (Apopetalous or Polypetalous) เชน เปน รูปกากบาท (Cruciform) รูปดอกถั่ว (Papilionaceous) หรือ รูปดอกหางนกยูง (Caesalpinaceous) หรืออาจเกิดเชื่อมติดกันทุกสวนหรือเชื่อมติดกันบางสวน เปนรูปรางตาง ๆ (Sympetalous or Gamopetalous) เชน รูปวงลอ (Rotate) รูปดอกเข็ม (Salver form) รูปกรวย (Funnel form) รูประฆัง (Campanulate) รูปคนโท (Urceolate) รูปหลอด (Tubular) รูปปากเปด (Bilabiate) หรืออาจ ไมมีกลีบดอก (Apetalous) เชน ดอกลิ้นจี่ ชั้นกลบีดอก เรียกวา Corolla ปกติกลีบดอกจะรวงไปหลังดอกบานระยะหนึ่ง

    o ในดอกไมบางชนิด เชน บัว จําปา พลับพลึง วานสี่ทิศ มะเด่ือ กลีบ

    เล้ียงและกลีบดอกอาจมีลักษณะคลายคลึงกันและอยูรวมกัน เรียก กลีบประเภทนี้วา Tepal เรียกชัน้ของกลุมกลีบเลี้ยงและกลุมกลีบ ดอกวา ชั้นกลีบรวม (Perianth)

    o พชืใบเลี้ยงคู (Dicotyledonous plant) จะมีกลุมกลีบเลี้ยงและ

    กลุมกลีบดอก จํานวน 4 หรือ 5 หรือทวีคูณของ 4 หรือ 5 เรียกวา เปนดอกประเภท Tetramerous flower หรือ Pentamerous flower ตามลําดับ สวนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocotyledonous plant) จะมีกลุมกลีบเลี้ยงและกลุมกลีบดอก จํานวน 3 หรือทวีคูณ ของ 3 เรียกวา เปนดอกประเภท Trimerous flower

    3. เกสรเพศผู (Stamens or Microsporophyll) เปนสวนประกอบของดอกทีอ่ยู

    ถัดจากวงชั้นกลีบดอกเขาไป ทําหนาที่เปนบริเวณผลิตเซลลสืบพันธุเพศผู เกสร เพศผูแตละอัน ประกอบดวย 2 สวน คือ กานชเูกสรเพศผู (Filament) ซึ่งมี ความสั้นยาวตามแตชนิดพชื ที่ปลายยอดสุดจะพองเปนกระเปาะ เรียกวา อับ เกสรเพศผู (Anther or Pollen sac or Microsporangium) มักมี 2 อั

Welcome message from author
This document is posted to help you gain knowledge. Please leave a comment to let me know what you think about it! Share it to your friends and learn new things together.